 ปล.หนังเรื่องนี้มีความลับ!... ผมสะดุดตาใบปิดหนังเรื่อง Ice Bar ตั้งแต่แรกเห็นรอยพับ (ซึ่งดูโดดเด่นมาก) ก่อนจะพลิกไปอ่านเรื่องราวคร่าวๆด้านหลังใบปิด (หรือที่เรียกว่าแฮนด์บิลนั่นแหละ) และก่อนจะพลิกกลับมาเพ่งพินิจดูรอยพับนั่นอีกครั้ง ภาพใบปิดใบนี้ดูคล้ายมี ‘ความลับ’ ซุกซ่อนอยู่ แม้ภาพจะแสดงให้เราเห็นว่าเจ้าเด็กน้อยกำลังทำท่ายิ้มร่าคล้องสะพายกล่องน้ำแข็งที่บรรจุไอติมไว้อยู่ก็ตามที แต่...เจ้าความลับในรอยพับที่ว่า(ซึ่งผู้ออกแบบจงใจแสดงให้เห็น) กลับมีเรื่องราวต่างๆซุกซ่อนอยู่ไม่น้อย โดยคนดูต้องตามติดเข้าไปสัมผัสร่วมรับรู้ (และดู)เรื่องราวของเจ้าหนูน้อย รวมไปถึงร่วมคลี่คลายความลับที่ว่านี้ด้วยตนเอง เรื่องราวอันเป็นความฝันยิ่งใหญ่ของยังแร (ปาร์ค จีบิน) เด็กชายวัย 10 ขวบ ที่ต้องการค้นหาบิดาของเขาในกรุงโซล เขาจึงต้องขายไอติมแท่งให้ได้ 840 แท่ง เพื่อเป็นค่าตั๋วรถไฟ...(เรื่องราวคร่าวๆก็ประมาณนี้แหละ) ยังแรมักถูกเพื่อนร่วมชั้นล้อว่าเป็นเด็กไม่มีพ่ออยู่เป็นประจำ จนตนเองก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในความที่ตัวเองไม่มีพ่อเหมือนอย่างคนอื่นเขา ยังแรอาศัยอยู่กับแม่ (อิน แอรา –กับการแสดงภาพยนตร์ครั้งแรกอันยอดเยี่ยมของเธอ) ผู้อดทนกรำงานหนักโดยยังชีพด้วยการเร่ขายเครื่องสำอางผิดกฎหมาย และมักมีปากเสียงกับลูกค้า และตำรวจประจำท้องถิ่นได้ทุกวี่วัน ดูๆไปแล้วเจ้าหนูยังแรคล้ายจะเป็นเด็กมีปัญหาชีวิตในชีวิตที่ต้องผจญและเผชิญกับความทุกข์ตรมอยู่เนืองๆมาตลอด  เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของยังแรอย่างซงซู ถึงแม้จะเป็นไม้เบื่อไม้เบากันบ้างในบางครั้งบางคราว แต่ซงซูก็ยังคงเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่คอยเข้าอกเข้าใจ และแบ่งปันของอร่อยๆให้ยังแรอยู่เสมอ (ทั้งไข่ต้มเปรอะๆ และไอติมแสนอร่อย-แบ่งกันดูด) จนวันหนึ่งเมื่อยังแรได้มารู้ความจริง ว่าพ่อที่แม่พร่ำบอกว่าตายไปนานแล้วยังมีชีวิตอยู่นั่นแหละ ซงซูก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีช่วยพายังแรไปหารายได้ด้วยการเร่ขายไอติมแท่ง เพื่อนำเงิน 840 วอนไปซื้อตั๋วรถไฟหาพ่อที่กรุงโซล แต่การจะขายไอติมให้ได้ 840 แท่งนี่สิ! มันไม่ได้ขายง่ายอย่างที่ยังแรคิดเลย เพราะกว่าจะขายไอติมให้ได้ซักแท่งนี่มันยากลำบากเหลือหลายในชีวิตจริง (วันแรกยังแรตะโกนขายไอติมจนปากเปียกปากแฉะ เสียงแหบเสียงแห้งยังขายไม่ได้เลยซักแท่ง) จนเมื่อมารู้ในภายหลังว่า หากจะขายไอติมให้ได้มากๆนั้นต้องไปขายแถวหน้าโรงเรียนที่มีผู้คนพลุกพล่าน... ทว่ายังแรขายไอติมได้เยอะจริง แต่ก็โดนเจ้าของถิ่นซึ่งขายไอติมประจำอยู่ก่อนแล้ว รุมกระทืบซะอ่วมจนบวมช้ำไปทั่วร่างกาย (น่าสงสารเจ้าหนูยังแรของเราจริงๆ) Ice Bar จึงไม่ใช่หนังที่ดูสดใสเพลิดเพลิน เหมือนดั่งในภาพในใบปิดที่เราพบเห็นเลยแม้แต่น้อย ไม่ใช่แต่ยังแรจะโดนรุมอัดจากพวกก๊วนเด็กเกเร (รวมทั้งชีวิตรันทดของซงซู เพื่อนสนิทที่อาภัพคล้ายๆกัน) ยังแรยังโดนกระหน่ำซัดทั้งทางร่างกายและจิตใจอีกเพียบ อาทิ โดนต่อว่า ตบตีจากเจ้าของโรงงานทำไอติม (ที่กล่าวหาว่าที่ไอติมในถังหมดเป็นเพราะยังแรแอบเอาไปกินเอง)หรือ จากเจ้าหน้าที่การรถไฟซึ่งต่อว่า ต่อขายว่ายังแรเป็นเด็กเหลือขอไม่มีพ่อมีแม่คอยอบรบดูแลสั่นสอน ฯลฯ รอยพับในใบปิดจึงเสมือนพาคนดูเข้าไปย้ำเตือนเรื่องราวความเจ็บปวดของยังแร และค่อยๆคลี่คลายให้เห็นทีละน้อยว่า หนังไม่ได้สดใสเหมือนอย่างที่คิดไว้เลย เกาหลีในช่วงปี 1959 ยังชี้ให้เห็นในจุดอื่นๆ (ซึ่งนอกจากภาพมนุษย์เหยียบย่างลงบนดวงจันทร์แล้ว) ให้เห็นอีกว่า นอกจากประชาชนส่วนใหญ่ในชุมชนเล็กๆแห่งนี้มีความเป็นอยู่ที่อัตคัดยากจนแล้ว การฉ้อฉลทำผิดกฎหมายนั้นก็ยังเป็นสิ่งเย้ายวนให้ผู้กระทำหลีกหนีความยากลำบากเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีกว่าของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น (เราจึงเห็น-ภาพแม่ของยังแรวิ่งหนีตำรวจหัวซุกหัวซุนได้ทุกวัน) กระทั่งเจ้าของโรงงานผลิตไอติมเองก็เหมือนกันยังแอบขายของหนีภาษีบังหน้า โดยผ่านการรับรู้ของ 2 พี่น้อง ซึ่งเป็นลูกจ้าง(ที่มีพ่อเป็นคอมมิวนิสต์) มาโดยตลอด  อินเบ็ก (จิน กู)พี่ชายจึงทำหน้าที่แบกรับอารมณ์อันเกรี้ยวกราดของเจ้านาย และอดกลั้นสะกดอารมณ์ ของตนเองทุกครั้งเมื่อมีปัญหากับเจ้านาย เพื่อให้ตัวเองกับน้องสาวมีชีวิตอยู่รอดในโรงงานแห่งนี้ โดยยอมเป็นเบี้ยล่างให้เจ้านายข่มเหงสารพัด ไม่ปริปากพูด หรือแพร่งพรายเรื่องราวความฉ้อฉลของเจ้านายให้ใครรู้ อินเบ็กจึงเป็นอีกคนในเรื่องที่มี ‘ความลับ’ ซุกซ่อนอยู่ลึกๆภายใน และมีปมปัญหาขนาดเขื่องขุ่นข้องหมางใจต่อผู้เป็นพ่อที่ทอดทิ้งลูกให้ตกระกำลำบากอยู่กับน้องสาว ครั้งหนึ่งอินเบ็ก พูดคุยถึงเรื่องการตามหาพ่อของยังแรว่า “ไม่โกรธพ่อรึไงที่ทิ้งไป ถ้าเขารักเราจริง เขาต้องมาตามหาเราสิ! ไม่ใช่เราที่ต้องตามหาเขา” แต่คำตอบอันแสนใสซื่อบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของยังแร กลับพาให้ (คนดู) ฟังชื่นใจไม่น้อยว่า “ผมยังไม่เคยเห็นหน้าพ่อมาก่อน และไม่รู้ว่าจะโกรธไปทำไม” ซึ่งในส่วนนี้ สะท้อนมุมมอง ‘ระหว่างวัย’ ในความรู้สึกนึกคิดของตัวละครทั้งสองได้เป็นอย่างดีว่า ‘คนหนึ่งรู้สึกเกลียดและไม่เคยคิดอยากพบเจอจากสิ่งที่ผู้เป็นพ่อได้กระทำไว้ แต่อีกคนกลับขนขวายดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อตามหา เพราะอยากเห็นหน้าผู้เป็นพ่อ และหวังสัมผัสไอรักอุ่นๆอยู่ลึกๆที่ตนไม่เคยไม่รับมาก่อน’ ใบปิดใบนี้ยังคงมีเรื่องราวอีกมากมายตามรอยพับของกระดาษ ซึ่งค่อยๆนำพาให้คนดูรู้เห็นทุกซอกทุกมุมในชุมชนแห่งนี้ โดยมียังแรเป็นตัวเดินเรื่องเตร็ดเตร่ขายไอติมผ่านไป ซึ่งก็แน่นอนแหละว่า คนดูหวังให้เขาได้พบกับพ่อตัวจริงในท้ายที่สุด รวมทั้งบทสรุปเรื่องราวเล็กๆของเด็กชายยังแรในท้ายที่สุดด้วยเช่นกัน  ปาร์ค จีบิน ให้การแสดงอันน่าประทับใจอีกครั้ง (จากที่เคยได้ใจคนดูไปเต็มๆในเรื่อง Little Brother เมื่อปี 2005 ที่ผ่านมา) ซึ่งแสดงให้เห็นแล้วว่า เจ้าหนูแววตาสดใส บ้องแบ้วคนนี้เอาอยู่จริงๆในหลายๆฉากสำคัญ อาทิ ฉากท้าดวลกับเจ้าเด็กเกเรในอุโมงค์ที่มีน้ำคลำสกปรกยามวิกาล เขาแสดงให้เห็นถึงความหวาดหวั่น ความกลัวอยู่ไม่น้อยภายใต้สีหน้าและแววตาไร้เดียงได้เป็นอย่างดี รวมทั้งในทุกฉากที่เขาต้องร้องไห้หรือทำหน้าตื่นตาตื่นใจที่จะได้ดูดไอติมแสนหวาน เด็กชายปาร์คก็ให้มิติภาพการแสดงที่ดูกลมกลืนได้น่ารักปนความสงสารได้จับใจ สมแล้วกับการที่สื่อให้การยอมรับและชื่นชมในความสามารถ โดยยกให้เขาเป็น ‘ดาโกต้า แฟนนิ่ง’ แห่งประเทศเกาหลี ผมคงไม่อาจฟันธงยกชูว่า Ice Bar เป็นหนังดีเยี่ยมประจำปีที่ทุกคนต้องซื้อตั๋วเข้าไปชม แต่จะขอแนะนำ (อย่างแรง) ว่า หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบหนังเล็กๆ ดีๆ อบอวลไปด้วยอารมณ์ถวิลหาวันคืนเก่าๆในอดีตอย่าง แฟนฉัน และ Always ละก็ คุณจะต้องหลงรักจนติดใจกับ Ice Bar ไอติมแท่งรสหวานของเจ้าหนูยังแรคนนี้ได้อย่างแน่นอน มีเกียรติ แซ่จิว / Kurt0024@hotmail.com |