 นับแต่เชื้อไวรัสร้ายเริ่มแพร่ระบาดช่วงทศวรรษ 1980 ความสุขเคล้าความรื่นรมย์หลังสุมทุมพุ่มไม้ของบรรดาหนุ่มขายน้ำทั้งหลาย, รวมทั้งบรรดาสาวขายบริการริมถนนหนทางต่างพลอยฟ้าพลอยฝนประหวั่นพรั่นพรึงไปตามๆกัน… ตัวผู้กำกับ ‘อังเดร เทชีน’ ถึงกับกล่าวว่า “ก่อนที่เจ้าโรคเอดส์มันจะระบาด เสรีภาพทางเพศทำให้ผู้คนทำการทดลองกับความสัมพันธ์ของพวกเขาในทางที่สอดประสานโดยไร้ซึ่งความละอายและไร้ซึ่งการพูดคุย ความสัมพันธ์ทางกายและมิตรภาพสามารถเป็นเรื่องที่นำมาทดลองได้โดยปราศจากความรู้สึกผิด ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่ผมเรียกว่า ‘ช่วงเวลาแห่งความสุข’ ”  เฉกเช่นเดียวกับความสุขของ ‘มานู’ (โยฮัน ลิเบโร) หนุ่มเกย์เจ้าเสน่ห์ (ซึ่งในเวลาต่อมารับเจ้าเชื้อนี้ไปเต็มๆ) ที่ผูกโยงความสัมพันธ์เข้ากับตัวละครหลักทั้ง 4 คน อาทิ เอเดรียง (มิเชล บลองค์) หมอวัยกลางคนผู้เฝ้าถนอมคอยเป็นห่วงเป็นใยรักใคร่มานูมาโดยตลอด, เมห์ดี้ (ซามี่ โบอาจิลา) ตำรวจหนุ่มพ่อลูกอ่อนที่หักห้ามใจจากสัมพันธ์สวาทกับมานูไม่ได้ซักที, ซาร่าห์ (เอมมานูเอล บาร์ท –กับการใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นที่เหมือนไม่ได้ใส่อะไรเลยของเธอ) นักเขียนหนังสือเด็กผู้ให้อิสระสามีในเรื่องเพศอย่างเต็มที่, จูดี้ (จูลี่ ดีพาร์ดิว) นักร้องโอเปร่าพี่สาวเพียงคนเดียวของมานูที่เหมือนจะเข้าใจเขามากกว่าใคร แต่ลงเอยด้วยความที่เธออาจไม่เข้าใจอะไรเลยในตัวน้องชายคนนี้…? The Witnesses อาจให้ภาพความสนุกนึกครึ้มบวกความน่ารักน่าชังของพ่อหนุ่มมานู ตั้งแต่ครั้งแรกที่คนดูเห็นเขากำลังรื่นรมย์ครื้นเครงสนุกอยู่กับชีวิตตามสุมทุมพุ่มไม้ในสวนสาธารณะร่วมกับเพื่อนเกย์ด้วยกันอีกหลายคน (หรือที่เรียกว่า ‘เซ็กซ์หมู่’) ก่อนที่เอเดรียงผู้รักนิยมชมชอบในความสัมพันธ์แบบเกย์จะดึงมานูมาเป็นคู่เคียงหวังซอกไซร้ให้สำราญใจ…แต่เขาก็มิอาจปฏิบัติกับมานูตามปรารถนาเบื้องลึกได้ดังต้องการ เมื่อมานูให้ความสนิทชิดเชื้อได้แค่ความรู้สึกดีๆที่มีต่อกัน ซึ่งเอเดรียงเองก็พร้อมตามใจและให้อิสระในวิถีทางแบบไม่ผูกมัดตามที่มานูต้องการโดยไม่เกี่ยงงอน เพราะเพียงแค่ได้อยู่ใกล้ชิดหยอกเย้ามานูและเที่ยวสนุกสนานร่วมกันบ้างบางครั้งมันก็เป็นสุขแล้วสำหรับเขา  และการท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี่เอง เอเดรียงพามานูมาล่องเรือที่บ้านริมทะเลของเพื่อนสนิทอย่างซาร่าห์และเมห์ดี้สองสามีภรรยา ก็ได้ชักพาให้ความรู้สึกส่วนลึกกระตุ้นให้เมห์ดี้เกิดอาการหวั่นไหวกับมานูขึ้นมา… ซึ่งฉากที่กระตุ้นให้ฮอร์นโมนมาดแมนชายชาติตำรวจต้องสั่นสะท้านก็คือ เมื่อซาร่าห์กับเอเดรียงทั้งคู่กำลังนอนพักผ่อนอยู่ที่ริมชายหาด ส่วนคู่ของเมห์ดี้กับมานูกำลังว่ายน้ำร่วมกันอย่างเมามันส์อยู่นั้น ทว่า…ระหว่างทางว่ายกลับ มานูเกิดจมน้ำแล้วเมห์ดี้ก็ได้ดำดิ่งลงไปช่วย สายใยความผูกพันจากจุดช่วยชีวิตนี้เองจึงได้ชักใยก่อร่างสร้างตัวในเวลาต่อมาให้ทั้งสองเกิดอาการต้องตาต้องใจปิ๊งปั๊งรักกันเข้าทันที และบานปลายดังชายแตกเนื้อหนุ่มคึกคะนองมีเซ็กซ์ร่วมกันบ่อยครั้งเมื่อสบโอกาส (หรือเรียกว่าแทบจะทุกวัน) โดยที่วันๆซาร่าห์ก็ไม่ได้สนใจอะไรต่อสามีมากนัก เธอง่วนแต่ปั่นต้นฉบับ คิดพล็อตหัวแทบแตก กระทั่งลูกน้อยที่นอนโยเยร้องหิวนมเธอแทบไม่เคยสนใจเลยด้วยซ้ำ แต่ทางฝ่ายของเอเดรียงนี่สิกลับเป็นขั้วตรงกันข้ามกับซาร่าห์ เขาเหมือนคนอกหักทุกข์ระทมตรมใจที่อยู่ๆมานูก็เงียบหายลาจากแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย…จนกระทั่งได้ล่วงรู้ความสัมพันธ์แบบสายฟ้าแลบที่มานูปันใจให้เมห์ดี้นี่แหละ เขาถึงกับบ้าคลั่งและเครียดจนกระดกเหล้าได้อย่างกับน้ำเปล่า และโกรธมานูเป็นฟืนเป็นไฟเสมือนความไว้ใจที่ตนมีให้ถูกหักหลัง (นี่หนอ…ความหลงมัวเมาในรูปรสแห่งรักจนต้องระทม) แรกเริ่มเขียนบทวิจารณ์ชิ้นนี้ ผมกะบรรยายสรรพคุณรูปแบบของ ‘รักร่วมเพศ’ ของตัวละครที่เข้ามาพัวพันและอินังพันตูรักซึ้งกับมานู แต่เผอิ๊ญ…เผอิญ เจอคุณผู้กำกับอังเดรเบรคดังเอี๊ยด…! ไว้ซะก่อนว่า “การตีความหมายแบบนั้นเหมือนเป็นการทำอะไรตามอำเภอใจมาก เพราะผมไม่ได้อธิบายลักษณะของพวกเขาเอาไว้แบบนั้นเลย ผมยอมรับไม่ได้ที่ตัวละครของผมถูกลดค่าลงไปเพราะพฤติกรรมทางเพศของเขาหรือของเธอ” (จ้า…เมื่อคุณพูดมาเราจะขอเลี่ยงประเด็นนี้ไปซะ) ซึ่งพอดูไปเรื่อยๆก็พอเข้าใจว่า ทุกคนล้วนมีสิทธิชอบธรรมในการเป็นตัวของตัวเองดังที่ผู้กำกับเขากล่าวไว้จริงๆ  เพราะไม่ว่ามานูอยากจะใช้ชีวิตสนุกสนานหรืออยากจะไปมั่วกับใครมันก็เป็นสิทธิ์ของเขา และไม่ว่านายตำรวจลูกหนึ่งอย่างเมห์ดี้จะมาสปาร์ครักติดหนึบในรสเพศกับมานู โดยที่กลับบ้านก็ยังไปมีอะไรกับภรรยามันก็เป็นสิทธิ์ชอบธรรมของเขา หรือไม่ว่าฐานะการงาน การเงินมั่งคั่ง ความมีหน้ามีตาเป็นคุณหมอใหญ่ของ เอเดรียงหลังเลิกงานจะแวะไปซื้อบริการจากหนุ่มหล่อเหลาหน้าตาดีซักกี่คนเพื่อมาบำเรอบำรุงความสุขของตนมันก็เป็นสิทธิส่วนตัวของเขาเช่นกันมิใช่หรือ! ซึ่งปรารถนาส่วนลึกหรือสิทธิส่วนบุคคลของแต่ละคนนั้น จะว่าไปมันก็เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและยากเกินกว่าที่คนภายนอกอย่างเราจะเข้าใจ ผมชื่นชอบตัวละครอย่างจูดี้ พี่สาวของมานูตรงความพยายามพากเพียรที่จะเป็นนักร้องโอเปร่า เริ่มแรกเธอจะมีบทบาทเป็นเพียงพี่สาวที่มีชีวิตเรื่อยเอื่อยเฉื่อยไม่สนุกครึกครื้นเริงร่าเหมือนน้องชาย เธอมาดมั่นคว้าฝันเพียงอย่างเดียวกับการโหยหวนเอื้อนลูกคอของเธอ แต่เอ่อ…พอหนังเริ่มให้รายละเอียดตัวละครตัวนี้เพิ่มมากขึ้น เราจึงเริ่มรู้สึกขึ้นมาในทันทีเลยว่า จูดี้แม้ดูเปล่าเปลี่ยว ดูไม่ค่อยสังสรรค์มีเพื่อนมากมายอย่างใครเขา แต่เธอก็ดูท่าจะเป็นคนหนึ่งที่เรียนรู้จักการอยู่คนเดียวได้โดยไม่ต้องพึ่งพาความรักจากคนอื่นเข้ามาอีนังพันตูมากนัก แม้ปากเธอจะบอกว่าเธอไม่ได้ตัดขาดจากการมีความสัมพันธ์หรือการสร้างครอบครัวก็ตาม แต่เธอก็ไม่ได้โหยไห้หรือเรียกร้องชีวิตคู่มากเหมือนที่คนอื่นๆพยายามไขว่คว้า เธอเป็นตัวละครที่ในโลกของความเป็นจริงยืนพื้นอยู่น้อยมาก…ซึ่งส่วนใหญ่หวังพึ่งพิงชีวิตไว้กับการควานหารักแท้กันแทบทั้งสิ้น! กระทั่งเจ้าเชื้อร้ายหรือที่เรียกกันว่าเอดส์ มาพ้องแผ้วย่ำกรายสู่ชีวิตของมานูนั่นแหละ มันจึงเป็นช่วงเวลาสืบทอดสำหรับ ‘คนที่รัก’ ต้องมาแบกรับผลพวงที่เกิดขึ้นกับเขา ซึ่งหนังก็มิได้ใจไม้ไส้ระกำจนเกินไปว่าทุกคนจะต้องรังเกียจเดียดฉันท์พานหนีไปเสียหมดทิ้งเขาให้เผชิญโรคร้ายเพียงลำพัง แต่หนังกลับให้ภาพความเห็นใจ น่าเวทนา และสงสารต่อผู้พานพบประสพโรคร้ายอย่างนี้  แรกเริ่มที่ทุกคนรับรู้ว่ามานูติดเชื้อ หนึ่งในคนที่ใกล้ชิดสัมพันธ์ลึกซึ้งมากที่สุดอย่างเมห์ดี้ ถึงกลับสลดหดหู่และร้องไห้พร้อมสงสารตัวเอง (ประมาณว่า กูต้องติดเชื้อด้วยแน่) แต่พอผลเลือดระบุว่าทั้งเขาและภรรยาไม่ติดเชื้อ (เพราะพ่อเมห์ดี้กลับบ้านมามั่วกับหล่อนด้วย) เท่านี้แหละ ความสงสารก็พรั่งพรูหลั่งไหลทะลักมาสู่มานูผู้เคราะห์ร้าย โดยมีเอเดรียงอาสาเยียวยาเฝ้าไข้และพยายามปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้วยการหาทางผลิตตัวยาเพื่อป้องกันเจ้าโรคร้ายชนิดนี้… (ซึ่งนับจากเริ่มมีเชื้อเอดส์ระบาดมาจนถึงปัจจุบัน- ยังไม่มีตัวยาใดสามารถพิชิตเจ้าโรคร้ายนี้ได้เลย ผลของยาทำได้เพียงบรรเทาและชะลออาการของผู้ป่วยเท่านั้นเอง) และนั่นคือบทสรุป‘ช่วงเวลาแห่งความสุข’ ของมานูที่กำลังจะผ่านพ้นไป โดยส่วนตัว ผมกลับรู้สึกมาตลอดว่าซาร่าห์เป็นผู้หญิงที่มีอารมณ์ร้ายลึกที่ค่อนข้างน่ากลัวยังไงไม่รู้ ถึงแม้เธอไม่เคยโกรธเรื่องสามีไปมีความสัมพันธ์นอกบ้านกับใคร (โดยเฉพาะผู้ชายด้วยกันอย่างมานู) แต่เธอกลับดูน่ากลัวพิลึก เมื่อเธอพร้อมอภัยให้ผัวที่ไม่นำเชื้อร้ายมาติด แถมยังกล้าจูบปากมานูเพื่อบ่งบอกสถานภาพความสัมพันธ์ว่าเธอมิได้รังเกียจรังงอนหรือดูแคลนกับสภาพอันน่าเวทนาของเขาแต่อย่างใด แต่สิ่งที่ผมรู้สึกกลัวในตัวเธอมาตลอดมันส่งผลในตอนท้ายๆของเรื่องนี่แหละ ซึ่งมันก็ตรงกับความรู้สึกนึกคิดของตัวเองด้วยเช่นกัน! นั่นคือ เธอฉลาดในการมองความเป็นไปของความสัมพันธ์ของสามีและมองผลร้ายของเชื้อเอดส์ที่กำลังทำลายชีวิตของมานูควบคู่กันไป โดยทำการจดบันทึกและตอกแป้นพิมพ์ดีดอย่างบ้าคลั่งเมื่ออารมณ์ศิลปินพรั่งพรู แถมให้เทปบันทึกกับมานูไว้ระบายความในใจทุกอย่างที่ผ่านมาในชีวิตก่อนสิ้นลมหายใจเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับนิยายเล่มใหม่ของเธอ (แทนการเขียนหนังสือเด็กที่เธอบอกว่า “ฉันเกลียดเด็ก”) อนึ่งโปสเตอร์ในหนังเรื่องนี้ก็ฉลาดพอที่จะซุกซ่อนเป็นนัยน์แล้วด้วยว่าซาร่าห์ เธอซ่อนเร้นความร้ายกาจไว้เพียงครึ่งหน้าเพื่อให้ทุกคน (รวมทั้งคนดู) ได้ตายใจ จากภาพที่เราเห็นหน้าเธอจะดูบึ้งตึง เย็นชา และไม่อินังขังขอบกับตัวละครที่เหลือเลย ขณะที่เอเดรียง, เมห์ดี้และมานูทุกคนต่างกำลังยิ้มร่า แต่สำหรับซาร่าห์…เธอกลับซุกซ่อนเงามืดอีกด้านหนึ่งไว้อย่างน่าสะพรึง! มีเกียรติ แซ่จิว / kurt0024@hotmail.com 
|