ข่าวไม่แน่ชัดรายงานว่าทั้ง ‘ทอม ครู้ซ’ และ ‘นิค เคจ’ ต่างเคยอยากครอบครองบทหุ่นยนต์กระป๋องตัวใหม่ของทางค่ายมาร์เวล คอมมิคส์, แต่เนื่องจากความคลั่งไคล้ (ไคล้) ไม่พอเทียบเท่าพ่อพระเอกดาวค้างฟ้า (ที่ประเดี๋ยวรุ่งประเดี๋ยวร่วง-เหตุเพราะติดยาและดื่มหนัก พอๆกับการเดินเข้าๆออกๆห้องขังอยู่ตลอดเวลา) อย่าง ‘โรเบิร์ต ดาวน์นี่ จูเนียร์’ ทั้งคู่เลยชวดอดใส่เกราะ, เหาะเหินเดินอากาศ, และปล่อยลำแสงตูมตามไปโดยปริยาย  แม้โดยธาตุแท้แล้ว Iron Man จะมิได้เก่งและมีเสน่ห์ดึงดูดใจเท่า Spider Man, ไม่มีพลังลี้ลับแปลกพิสดารเทียบเคียงเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ใน Fantastic Four, ไม่บ้าพลัง ดุดัน และตัวเขียวเข้มอี๋เหมือน Hulk (ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมา-ล้วนเป็นเหล่าผองเพื่อนฮีโร่ค่ายมาร์เวลเขาทั้งนั้น) ทว่า… หากพินิจพิเคราะห์ ‘ไอรอน แมน’ ตามสมมติฐานเบื้องต้น (ของตัวกระผมเอง) ‘ชุดเกราะประดิษฐ์’ มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะมีอยู่จริงในโลกยุค ‘ไฮ-เทคโนโลยี’ เช่นนี้ (ขนาดสุนัขไฮเทคกับหุ่นยนต์อำนวยความสะดวกยังถือกำเนิดขึ้นมาได้เลย)  โทนี่ สตาร์ค (โรเบิร์ต ดาวน์นี่ จูเนียร์) มหาเศรษฐีพันล้าน-เพลย์บอยหนุ่มจ้าวสำราญ-เจ้าของบริษัทผลิตอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่, อาวุธยุทโธปกรณ์ทุกชิ้นของเขาขายส่งตรงให้แก่รัฐบาลสหรัฐเพื่อใช้ในการศึกสงคราม... ล่าสุด ‘จรวดเจอริโก้’ สิ่งประดิษฐ์ชิ้นใหม่ก็แสดงศักดานุภาพให้เหล่าทหารหาญกล้าได้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า มันมีอนุภาพทำลายล้างร้ายแรงเพียงใด (ยิงตูมเดียว-แต่สามารถระเบิดตูมตามได้รอบทิศทาง)  วันเดียวกัน, หลังพรีเซนต์สินค้าเสร็จสิ้น-ขณะนั่งรถกลับ-สตาร์คถูกกลุ่ม ‘เท็นริงส์’ จับกุมตัวไป (ประเด็นในหนังยุคหลัง 11 ตุลาฯ ยังคงเล่นไม่เลิกรากับการต่อต้านประเทศอัฟกานิสถาน-ผู้ก่อการร้าย) พวกมันบังคับขู่เข็นให้เขาประดิษฐ์จรวดเจอริโก้เพื่อใช้ต่อต้านอเมริกาเช่นกัน! …สตาร์คเริ่มรู้ซึ้งถึงความโหดเหี้ยมของกลุ่มผู้ก่อการร้าย ยิ่งไปกว่านั้นเขารู้สึกหวาดหวั่นและกลัวเมื่อมีความตายรอประหัตประหารชีวิตอยู่ตรงหน้า เขาเริ่มมองเห็นเสถียรภาพของตัวเองเป็นเพียงภาพฝันสีจางพร้อมกับที่เขาเห็นชีวิตของผู้บริสุทธิ์ถูกฆ่าตายอย่างน่าอเนจอนาถ-ด้วยอาวุธที่เขาเป็นผู้สร้าง-วันนั้นจึงเป็นวันที่เขาเห็นคุณค่าของการมีอยู่และ ‘การเริ่มต้นชีวิตใหม่!’  ผมชอบฉากประดิษฐ์คิดค้นและหมกมุ่นเพื่อสร้างชุดเกราะเหล็กตัวนี้มากเลยครับ (จะไม่ให้เรียกว่าหมกมุ่นได้อย่างไร-มีปืนจ่อรอยิงอยู่มะรอมมะร่อ) ตั้งแต่ วัสดุที่ใช้-โลหะ และกลไกต่างๆที่มีใช้อย่างจำกัดจำเขี่ย สิ่งละอันพันละน้อยถูกค้นคิดรวมเข้าด้วยกัน เพื่อใช้ประกอบชุดเกราะกระป๋อง (ซึ่งรูปร่างดูทุลักทุเลมาก-อนุมานภาพใกล้เคียงเหมือนเจ้าหุ่นตัดไม้ดีบุกใน The Wonderful Wizard of Oz มิมีผิดเพี้ยน) –ฉากดังกล่าวแสดงอัจฉริยะภาพความเป็นนักประดิษฐ์ได้อย่างเปี่ยมล้น เพราะไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายเพียงใด เขาไม่เคยอินังขังขอบต่อภาวะสับสนวุ่นวายภายนอก ‘สมองและหัวใจ’ ของเขามุ่งมั่นต่องานตรงหน้าแทบจะทุกวินาที-  ครั้งที่สอง-ไฮเทคโนโลยีสมบูรณ์เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์, สตาร์คมีโอกาสลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้ง กว่าชุดเกราะจะเสถียรเสร็จสมบูรณ์พร้อมใช้งาน (แต่เหาะสูงเลยดวงจันทร์ไม่ได้-ต้านอากาศหนาวเหน็บไม่ไหว),จนมาถึงครั้งที่สามนี่หละ-ปรับเปลี่ยนแก้ไขจุดบกพร่องอยู่สองนาน-เพื่อความสมบูรณ์ครบครันตั้งแต่หัวจรดเท้า พร้อมเคลือบเฉดสีแดงผสมเหลืองให้ดูเรี่ยมเร้เรไรขึ้น (แต่จริงๆคงตั้งใจตามคอนเส็ปต์ ‘สีที่ถูกต้อง’ ให้ไม่ถูกแฟนๆด่ามากกว่า) ซึ่งทุกขั้นทุกตอนล้วนอธิบายให้เราเห็นสิ่งหนึ่งว่า สตาร์คอยากกลับไปแก้ไขสิ่งผิดพลาดในอดีต-เขาหมดศรัทธาต่อบริษัทผลิตอาวุธและหมดกำลังใจจะกอบโกยความสุขเพื่อตัวเอง ตั้งแต่วันที่เห็นอาวุธที่เขาสร้างมากับมือคร่าชีวิตผู้คนบริสุทธิ์, สตาร์คจึงมุ่งมั่นสร้างอาวุธต่อต้านผู้คิดก่อการร้ายเพื่อปกป้องส่วนรวม โดยคาดหวังให้ ‘สิ่งผิดพลั้ง’ ได้รับการไถ่ถอนคืนและโปรดอภัยให้ต่อความโง่เขลากับคนผิดบาปอย่างเขา  อีกอย่าง ‘กระแสสำนึก’ (stream of consciousness) ที่ปลุกให้สตาร์คตื่น… แรกเดิมทีมันคงไม่ได้เกิดขึ้นปุบปับฉับพลัน ทว่าสิ่งเหล่านี้ถูก ‘ก่อสร้าง’ (construction) ขึ้นด้วย ‘ความตาย’ (die) ของคนอื่น…ซึ่งอีกไม่ช้าก็จะเป็นตัวของเขาเอง ความอยุติธรรมจึงตีตรวนล่ามเขาให้อยู่ในกรอบภาพศิลปะชั้นสูง แต่เมื่อกรอบภาพตกแตก-ตัวเขาหลุดพ้นและมองเห็น ‘ทรราชหรือคนที่คิดร้าย’ (traitor) -กระแสสำนึกดังกล่าวจึงปลุกให้ ‘ความกล้าหาญ’ (pluck) แสดงตัวตนของมันออกมา… สตาร์คจึงตั้งต้นและตั้งใจ ‘ล้มล้าง’ (deconstruction) ตัวตนเดิมเพื่อให้ ’สตาร์คคนเก่า’ กลายเป็นประวัติศาสตร์ (the rest is history) ว่าไปผมก็ยังไม่ได้พูดถึงนักแสดงคนอื่นเลยนอกจากดาวน์นี่ จูเนียร์…  งั้นมาเริ่มจากสาวสวยผอมกร่องอย่างคุณหนู ‘กวินเน็ธ พัลโทรว์’ ก่อนเลยล่ะกันครับ (ที่ต้องเรียกว่า’คุณหนู’ ก็เพราะเธอดูบอบบางมากเหลือเกินครับ) กับบทแอ็คชั่น-ที่ทีแรกนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าเธอจะ (วิ่ง) ไหวรึเปล่า? (กลัวจะไปเหมือนน้อง สกาเล็ตต์ โจแฮนสันใน The Island นะสิ!) แต่พอดูเธอเล่นไปได้ซักพักก็โล่งอก…เพราะในบท ‘เฟบเปอร์’ เสมียนส่วนตัวของสตาร์คแทบไม่มีฉากแอ็กชั่นเลย! ส่วน ‘เทอร์เร้นซ์ โฮเวิร์ด’ มาในบทนายทหารยศพันเอกที่ดูเหมือนจะมาเป็นตัวประกอบประดับฉากซะมากว่า ’เน้นฝีมือ’ เหมือนเรื่อง Hustle&Flow และ The Brave One -ฉากหนึ่งเรียกเสียงฮาได้ไม่น้อยเมื่อเขานึกอยากใส่เกราะเหมือนสตาร์คเพื่อนซี้ของเขาบ้าง- และสุดท้ายดาวร้ายประจำเรื่อง ‘เจฟฟ์ บริดเจส’ กับภาพลักษณ์แปลกสะดุดตา (หัวโล้นเลี่ยนมันแผล่บกะเคราเฟิ้มๆทำเอานึกถึงตาลุงเลโอนาร์โด ดาวินชี่ เลย) ในบทหุ้นส่วนธุรกิจตั้งแต่รุ่นคุณพ่อยันคุณลูก-เจฟฟ์เล่นได้เนียนสุดๆ-แลดูเป็นคุณลุงใจดีคอยดูแลผลประโยชน์ทั้งหมดให้กับพระเอกของเรา (แต่ที่ไหนได้กลับจะงาบซะเอง!) ซึ่งในบท ‘โอบาไดห์ สเตน’ ของบริดเจสนั้น ถือเป็นคู่ต่อกรตัวฉกาจที่ทั้งดุดันและร้ายกาจมากทีเดียวสำหรับสตาร์ค (ต้องเรียกว่ามันมาเพื่อฆ่าล้างผลาญของแท้)  เดิมที หลังดูไอรอน แมนจบ ผมมานั่งนึกๆตรึกตรองหัวข้อที่จะเขียนอยู่ในร้านฟาสท์ฟู้ด ตั้งแต่ เกราะกู้ผดุงความยุติธรรม, ฮีโร่ตัวใหม่ของมาร์เวล, โรโบคอปภาคมาร์เวล (?) หรือแม้กระทั่ง ‘ซุปเปอร์ฮีโร่คนใหม่นามดาวน์นี่ จูเนียร์’ แต่คิดไปวนมา ภาพโจรในคราบผู้ดีก็ผุดพรายขึ้นในกะหม่อมบางๆฉับพลัน… พลางคิดต่อเสริมเติมแต่งไปว่าชื่อ ‘โจรกลับใจ’ แบบไทยๆบ้านๆ มันคงจะเข้ากับคอนเส็ปต์ของเรื่องได้เป็นอย่างดี หนังอเมริกาเรื่องนี้จึงได้ชื่อไทยมาแบบ ‘ไม่ขายและไม่ตลาด’ (แต่อยากให้อ่าน) มาด้วยประการเช่นนี้ล่ะครับ มีเกียรติ แซ่จิว/kurt0024@hotmail.com   
|